Home / ข่าวเด่น / หมอปลา เยี่ยมแม่น้องชมพู่ พ่อแบม

หมอปลา เยี่ยมแม่น้องชมพู่ พ่อแบม

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.64 เวลา 17.00 น. นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา พร้อมด้วยน้ำฟ้า ภรรยาหมอปลา พร้อมทีมงาน ได้เดินทางมาถึงบ้านน้องชมพู่ เมื่อมาถึงหมอปลาได้มอบกระเช้าให้กับแม่น้องชมพู่ ก่อนที่หมอปลา แม่น้องชมพู่ และพ่ออนามัย จะนั่งพูดคุยกันอยู่ในบ้าน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นหมอปลา ได้เดินทางไปที่บ้านพ่อแบม หนึ่งในพย าน เพื่อพูดคุยและให้กำลังใจพ่อแบม หลังจากพูดคุยกับพ่อแบมเสร็จ หมอปลาได้เดินทางกลับมาบ้านแม่น้องชมพู่ เพื่อทานข้าวด้วยกัน ซึ่งบรรดาทีมข่าว รวมถึงชาวบ้านกกกอก ก็ได้ร่วมทำเมนูคอหมูย่าง และส้มตำ เพื่อรับประทานข้าวในเย็นวันนี้

โดยทันทีที่ไปถึงได้เข้าไปจับมือพูดคุยและทักทายกับพ่อแบม พร้อมทั้งแสดงความห่วงใย สอบถามความรู้สึกหลังจากที่คดีมีความคืบหน้า โดยหมอปลาได้ถามว่า ช่วงที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างไร มีคนมาก่อกวนหรือไม่ พ่อแบมได้ตอบกลับไปว่า ก็มีมาก่อกวนบ้าง ส่วนใหญ่เป็นพวกฝั่งตรงข้าม หรือพวกที่ถ่ายคลิปก็จะเดินไปมา หมอปลาจึงพูดให้กำลังใจทำนองว่า อย่าไปสนใจ เราทำดีที่สุดแล้ว พ่อแบมเป็นคนตรงพูดตรง ดังนั้นอย่าไปสนใจ สั ม ภ เ ว สี ที่เข้ามาก่อกวนชีวิต

หลังจากที่หมอปลาคุยกับพ่อแบม หมอปลา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจพ่อแบม หลังจากที่เป็นพย านในคดีของน้องชมพู่ ตนก็ห่วงเรื่องของคนที่มาก่อกวนชีวิต และก่อนหน้านี้ตนก็เคยได้คุยโทรศัพท์กับทางพ่อแบม ซึ่งเจ้าตัวโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า มีสัมภเวสีมาก่อกวน ตนจึงมาให้กำลังใจและดูสถานที่จริงวันนี้ แต่ที่ลงพื้นที่มาไม่ได้มีของดีอะไรมาให้พ่อแบม เพราะพ่อแบมพูดความจริงไปแล้ว การกลับมาที่หมู่บ้านกกกอกวันนี้ ตนยอมรับว่า มีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไป การก้าวลงจากรถเท้าที่เหยียบลงบนพื้นมันแปลกไป

เพราะไม่มีพรหมก่อนหน้านี้มากกกอกมีพรหมให้เหยียบ และการย้อนกลับมาในวันนี้ไม่ได้สัมผัสถึงสิ่งลี้ลับ แต่สัมผัสได้ถึงอำนาจของเงินที่ทำให้คนเปลี่ยนไป ก่อนจะ ถุ ย น้ ำ ล า ย พูดว่า ถุ ย ชี วิ ต และแม้ว่าวันนี้ตนจะเดินทางมาในพื้นที่หมู่บ้าน มาให้กำลังใจพ่อแบม ซึ่งอยู่เพียงตรงข้ามบ้านของคนในอดีตที่เคยมาให้กำลังใจ

กรณีคลิปวงจรปิดที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ พบเห็นพฤติกรรมของนายไชย์พล เข้าไปเพื่อจะมอบตัวกับทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วันนั้นตนได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้ยอมรับว่า แมงมุมไม่ได้ชักใย ซึ่งหากชักใยก็จะไม่ปรากฏภาพแบบนั้นออกสื่อ แต่เมื่อ 2 วันก่อน คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการชักใหญ่ที่แท้จริง เพราะมีการใส่สูทผูกไทไปโผล่รัฐสภา ซึ่งตนก็อยากจะพาพ่อแบมใส่สูทผูกไทแบบนั้นเหมือนกัน แต่ไม่ได้จะพาไปรัฐสภา จะพาไปดูสวนยางเท่านั้น

หมอปลา บอกอีกว่า ขณะนี้สังคมไทยร้อยละ 90% ทุกคนมองตรงกันกับตัวเองว่า กลัวว่าคดีน้องชมพู่จะไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่จะเป็นเรื่องของส่วนตัวมากกว่าทางคดี ซึ่งตนหวังว่าคดีการตายของน้องชมพู่ จะไม่ใช่ประเด็นความขัดแย้งหรือนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้แค้นกัน ถ้ามีคนพูดว่าคดีนี้ไม่ใช่เป็นเครื่องมือการแก้แค้น หากน้ำท่วมหลังเป็ดได้ ผมก็จะเชื่อแบบนั้น แต่อย่าลืมว่าไม่มีวันที่น้ำจะท่วมหลังเป็ดได้

ในวันเดียวกันนี้ ทีมข่าวสังเกตว่าบ้านของนายไชย์พลเปลี่ยนกล้องวงจรปิดใหม่ ซึ่งชุดเดิมที่หมอปลาเคยติดตั้งเอาไว้ให้ได้ถอนออกไปแล้ว หมอปลา บอกว่า ตนไม่ได้รู้สึกเสียใจ แต่คือบทพิสูจน์ที่ทำให้รู้ว่าใครคือคน ร้ า ย ใครคือผู้บริสุทธิ์ ซึ่งหากคนเราบริสุทธิ์ใจก็คงไม่มากังวลใจเรื่องใครจะมาติดตามความเคลื่อนไหว เพราะการติดตั้งกล้องวงจรปิดของตนก็เพื่อความปลอดภัย ดังนั้นเมื่อมีความกังวลใจหรือระแวงเกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและบริสุทธิ์ใจเกี่ยวกับคดีนี้ หมอปลา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเคยจำได้ว่าครั้งหนึ่งที่เจอกับลุงพล เจ้าตัวเคยพูดย้ำว่าหากวันหนึ่งถูกออกหมาย จั บ ลุงพลจะออกมา แ ฉ กระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจนถึงวันนี้แม้ว่าจะถูกออกหมาย จั บ ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเคลื่อนไหวหรือพูดตามที่ประกาศเอาไว้ ตนก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นการแฉใคร หรือกระบวนการเกี่ยวกับอะไร

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ หมอปลาได้ชวนให้พ่อแบมไปทานข้าวร่วมกันที่บ้านแม่น้องชมพู่ ซึ่งจังหวะนั้นหมอปลากำลังจะขึ้นรถออกไปจากหน้าบ้านพ่อแบมซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านลุงพล หมอปลาสังเกตเห็นว่าฝั่งตรงข้ามมีคนใส่ชุดขาว ซึ่งคาดว่าเป็นพวกยูทูเบอร์ ตั้งโต๊ะกลางแจ้งจุดธูปเทียนสีดำ คล้ายกับเป็นการขับไล่หรือทำพิธีบางอย่าง หมอปลา จึงลงจากรถและยืนมอง ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า สงสัยคนพวกนี้เพิ่งออกมาจาก รพ.ศรีธัญญา ต้องให้ทางโรงพย าบาลเรียกตัวกลับ ซึ่งตนมองว่าพิธีนี้ไม่ใช่เป็นการต่อชะตาใคร หรือขับไล่ใครแต่อย่างใด แม้จะทำพิธีมากแค่ไหนถ้าคนทำผิดกฎหมายก็ต้องรู้ชะตาตัวเอง ถ้าต่อชะตากันได้คงไม่นอนอยู่ในคุกกันเช่นทุกวันนี้

นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา หรือ แม่น้องชมพู่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมมองว่า ทนายทั้งสองฝั่งกำลังแก้แค้นกันระหว่างนายอัจฉริยะ กับนายษิทรา โดยแม่น้องชมพู่ กล่าวว่า ตนจะไม่ขอก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของใคร ตนเป็นคนเลือกให้นายอัจฉริยะ เข้ามาช่วยเหลือทางคดี ซึ่งได้พิจารณาอย่างดีแล้ว และเชื่อว่านายอัจฉริยะ พร้อมทีมทนายความ จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่และเป็นที่น่าพอใจ ส่วนใครจะมองว่าเป็นการแก้แค้นกันระหว่างนายอัจฉริยะ กับทนายษิทรา ตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ตนเชื่อในความสามารถของนายอัจฉริยะ และทีมทนายความ จะหาความยุติธรรมให้ครอบครัวตนได้ ถึงแม้ว่าทนายความของผู้ต้องหาจะไม่ใช่ทนายษิทรา ตนก็ยังจะเลือกมอบหมายให้นายอัจฉริยะ ดำเนินการเรื่องทางคดีให้ ส่วนคนที่มองว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ตนเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น ถ้าตนไม่เลือกทนายความทีมของนายอัจฉริยะ คำถามนี้คงจะไม่ตามมา

สำหรับคดีแรกได้มอบหมายให้นายอัจฉริยะ พร้อมทีมทนายฟ้องหมิ่นประมาท นายจักรี นากลางดอน ยูทูเบอร์บ้านลุงพล และเป็นเกรียนคีย์บอร์ดที่หมิ่นประมาทครอบครัวมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างไม่มีจิตสำนึก ซึ่งศาลนัดสอบคำให้การและสืบพยานวันที่ 19 ก.ค.64 ตนยืนยันว่าจะไม่มีการไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีแต่อย่างใด และทีมทนายความจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการในการฟ้องเอาผิดและเรียกค่าเสียหายกับนายจักรี เบื้องต้นคาดว่าจะเรียกค่าเสีย จำนวน 5 แสนบาท เพราะตนอยากให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง

กรณีที่นายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการกฎหมายหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จะเดินทางลงพื้นที่บ้านกกกอกในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.64) ตนขอย้ำว่าได้พูดคุยกับนายอัจฉริยะ และทีมทนายความแล้ว ซึ่งนายอัจฉริยะ ได้ตอบสื่อชัดเจนในการแถลงข่าวว่าไม่ให้พบ ตนก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน และก็อยากพูดความในใจว่า ถ้าตนไม่อยากพบ แล้วคุณยังจะอยากพบ เกรงว่าจะทำให้ตนรู้สึกอึดอัดใจ

แม่ก็อยากขอบคุณนายสิระ ที่เข้าใจความรู้สึกแม่ อย่างที่แม่เคยบอกเคยตกลงกับทีมทนายแล้วว่าไม่สะดวกที่จะพบ ไม่ว่าทนายฝั่งผู้ต้องหาจะเป็นใคร แม่ก็จะใช้ทีมทนายของนายอัจฉริยะอยู่แล้ว แม่จึงไม่ได้มองว่าเป็นศึกของทนาย ส่วนกรณีที่ทนายฝั่งนั้นโชว์สถิติที่เคยชนะนายอัจฉริยะ แม่เชื่อมั่นในทีมทนายที่มาทำคดีให้ คนเก่งบางทีไม่จำเป็นที่จะต้องโชว์ก็ได้ หลังจากนี้แม่ก็จะได้ใช้ชีวิตตามปกติ จะเริ่มขายผ้าเหมือนเดิม ส่วนเรื่องของการ ก รี ด ย าง พาราขอพักไว้ก่อน เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย และแม่อยากบอกสังคมว่า ไม่ควรคอมเมนต์หมิ่นประมาทผู้อื่น ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แม่น้องชมพู่ กล่าว

ในวันเดียวกันนี้ ผู้ใหญ่นิ่ม ให้ข้อมูลว่า การลงพื้นที่ของนายสิระ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเอง ในฐานะผู้นำชุมชน หากมีการลงพื้นที่ก็ต้อนรับในฐานะเจ้าบ้าน แต่หากไม่ลงพื้นที่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของนายสิระ ตนขอไม่แสดงความคิดเห็นว่าการลงพื้นที่จะมีนัยสำคัญอะไรหรือไม่ ขณะเดียวกันเรื่องของพญานาคข้างบ้านนายไชย์พล ตนก็ได้รับแจ้งจากนายอำเภอให้เข้าตรวจสอบเกี่ยวกับดินทรุดตัว และรอย แ ต ก ร้าวขององค์พญานาค โดยได้บันทึกภาพและส่งรายงานไปยังนายอำเภอแล้ว ซึ่งทุกอย่างก็ปฏิบัติตามขั้นตอน และช่วยกันสอดส่องดูแลเกี่ยวกับการกระทำผิดในพื้นที่ ส่วนประเด็นความ แ ต ก แยกของคนในกกกอก ตนก็เชื่อว่าชาวบ้านแบ่งกลุ่มเพื่อให้กำลังใจ ระหว่างนายไชย์พล กับแม่น้องชมพู่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการนำเสนอของสื่อ หากมองว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งสังคมก็จะเข้าใจว่ากกกอกมีความขัดแย้ง แต่หากสื่อนำเสนอว่าชาวบ้านแบ่งฝ่ายเพื่อให้กำลังใจ ก็เป็นเพียงแค่การให้กำลังใจ ฉะนั้นขึ้นอยู่กับการนำเสนอของสื่อหลัก

นางส้มโอ (นามสมมติ) พยานในคดีน้องชมพู่ กล่าวถึงกรณีนายสิระ จะไม่เดินทางลงพื้นที่บ้านกกกอก ว่า ตนในฐานะพยานและอยู่ฝ่ายให้กำลังใจแม่น้องชมพู่ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่นายสิระจะไม่ลงพื้นที่บ้านกกกอก เนื่องจากตนไม่ต้องการให้คดีนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมือง ซึ่งเรื่องของชมพู่ก็ต้องมีการพิสูจน์ในชั้นศาล เพราะตอนนี้เรื่องถึงศาลแล้ว แต่เรื่องของการที่จะให้คนที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองมาเกี่ยวข้องจึงควรแยกแยะ ดังนั้นนายสิระควรหยุด ไม่ควรมาบ้านกกกอกตอนนี้ ในฐานะพยาน ก็ไม่ต้องการที่จะเจอกับนายสิระ เพราะเป็นเพียงคนบ้านนอก หากถูกถามหรือซักถามเกี่ยวข้องกับคดี กลัวว่าจะพูดไม่เหมือนเดิม อีกทั้งเคยให้ปากคำกับตำรวจไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องพูดซ้ำ ฉะนั้นหากมีการลงพื้นที่และเรียกให้ตนเองไปพบก็ขอไม่เจอจะดีกว่า แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็คงจะเจอในฐานะชาวบ้าน แต่คงไม่ใช่ในฐานะพยานหรือเกี่ยวข้องกับทางคดี

ทีมข่าวยังได้เดินทางไปพบกับพระอธิการบุญมา เจ้าอาวาสวัดถ้ำภูผาแอก ในฐานะพยานในคดีน้องชมพู่ เปิดเผยว่า การที่นายสิระจะมากกกอกหรือไม่ ตนมองได้เป็น 2 มุม ทั้งดีและไม่ดี ในมุมดีคือผู้แทนราษฎรลงพื้นที่ติดตามความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ลงพื้นที่ให้กำลังใจ และรับฟังความเห็นปัญหาของชาวกกกอก ส่วนมุมที่ไม่ดีหากยังยืนยันว่าจะลงพื้นที่ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะครอบครัวผู้สูญเสีย ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีตำหนินายสิระ หากมองภาพรวมกว้าง ๆ อาตมามองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอยู่แล้ว เพราะหากจะร้องความเป็นธรรมมีลำดับขึ้นตอน แต่ถ้ามองในมุมคนที่ไปขอความเป็นธรรมก็คงเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล

ทั้งนี้ การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในคดีน้องชมพู่ มีการเก็บเส้น ผ ม บนเขาไปตรวจสอบเชื่อมโยงกับเส้มผมในรถของนายไชย์พล อาตมาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ หรือในสถานการณ์นั้น แต่อาตมามองว่าเป็นขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเพิ่งจะรู้ว่ามีการนำเครื่องซินโครตรอนมาใช้ในคดีน้องชมพู่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเครื่องดังกล่าว ไม่ใช่ผลที่ยืนยันได้ 100%เพราะเครื่องดังกล่าวอาจใช้ได้บางอย่างในคดี แต่ไม่สามารถตรวจได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาตมาไม่ขอแสดงความเห็นว่า ในหมู่บ้านกกกอกเกิดความแ ต ก แยก แบ่งพรรคแบ่งพวกหรือไม่ แต่เชื่อว่าตอนนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น

คลิป

ขอบคุณ คลิปและเนื้อหาข่าวภาพทั้งหมดจากทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์ทีวี

Facebook Comments

Check Also

เปิดวันโอนเงิน เยียวยา ม.33 39 40 คนละ5000

เมื่อวันที่ 18 …